ความแตกต่างระหว่าง "ทรัพย์สิน" กับ "หนี้สิน"

ที่หลายคนยังเข้าใจผิด

"ความแตกต่างระหว่าง "ทรัพย์สิน" กับ "หนี้สิน"

ที่หลายคนยังเข้าใจผิด"

ยังมีอีกหลายๆ คนที่เข้าใจว่า เขาได้ใช้เงินที่หามาได้จากการทำงานไปกับการซื้อทรัพย์สิน ซึ่งถือว่าเป็นการสะสมความมั่งคั่ง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เขาได้ใช้เงินไปกับการซื้อหนี้สิน และกำลังสร้างภาระทางการเงินโดยไม่รู้ตัว

เรามาดูความแตกต่างระหว่าง "ทรัพย์สิน" กับ "หนี้สิน" กัน

ทรัพย์สิน คืออะไรก็ตามที่เราได้ครอบครองมันแล้ว จะทำให้รายได้ของเราเพิ่มขึ้น

พูดง่ายๆ ทรัพย์สินก็คือสิ่งที่ทำให้เรามีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น บ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนแล้วสามารถเรียกเก็บค่าเช่าได้ และค่าเช่านั้น (เงินขาเข้า) ต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการครอบครองเช่น การผ่อนส่งเงินต้นและดอกเบี้ย, การลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีคุณภาพซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (dividend) และกำไรจากส่วนต่างต้นทุน (capital gain), พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย, การนำเงินมาสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อค่า ลิขสิทธิ์ เช่น งานเขียน งานเพลง แอพพลิเคชั่นมือถือต่างๆ รวมไปถึงการถือครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งจะยิ่งมีมูลค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต

หนี้สิน คืออะไรก็ตามที่เราได้ครอบครองมันแล้ว จะทำให้รายจ่ายของเราเพิ่มขึ้น

พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเสียง และทุกสิ่งอย่างที่มีค่าเสื่อมราคา ถึงแม้ว่าจะเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือหมดภาระในการผ่อนชำระแล้ว แต่ว่ามูลค่าของสิ่งเหล่านั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป มองในอีกแง่หนึ่งก็คือรายจ่าย (เงินไหลออก) เพราะมูลค่าที่ตีออกมาเป็นเงินจะลดลงไปเรื่อยๆ ..หนี้สินที่เราเห็นได้ชัดเจนได้แก่ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงหนี้นอกระบบ ส่วน ‘หนี้สิน’ อีกประเทหนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะขัดแย้งกับหลักการหรือทฤษฎีทางการเงินที่ร่ำเรียนกันมา แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มยอมรับแล้วว่า “บ้าน” ที่ยังผ่อนไม่หมดก็ถือเป็น ‘หนี้สิน’ เช่นกัน ไม่ใช่ทรัพย์สิน เพราะยังต้องผ่อนส่งทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย คือครอบครองแล้วมีเงินไหลออก..!

ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า

หนี้สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า

ผู้คนส่วนใหญ่มักตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อซื้อสิ่งของต่างๆ แล้วคิดว่า “นี่ไง ชั้นซื้อทรัพย์สินนะ” แต่เดี๋ยวก่อน!!! ทำไมซื้อทรัพย์สินแล้วยังจนอยู่? ทำไมมีหนี้เต็มไปหมดเลย?

ทรัพย์สิน ทำให้เงินไหลเข้า

วิธีดูทรัพย์สินง่ายๆ คือ เรามีอยู่แล้วมันทำให้เงินในกระเป๋าเราเพิ่มขึ้นหรือมูลค่าของมันเพิ่มขึ้นหรือไม่

ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้แบบ Passive เช่น กองทุนรวม หุ้น อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ลิขสิทธิงานเขียน งานเพลง

ทรัพย์สินที่ไม่ได้เงินแต่มูลค่าเพิ่มขึ้นก็มี เช่น พระเครื่อง(ของแท้และพิมพ์นิยม) ทองคำ นาฬิกา(บางรุ่นและบางยี่ห้อ)

หนี้สิน ทำให้เงินไหลออก

ลองสำรวจดูครับว่าอะไรบ้างที่ซื้อมาแล้วเงินจะไหลออก แถมเวลาจะเอามาขายต่อก็ไม่ได้ราคาอีก มีแต่จะลดลง เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ซึ่งมักจะมากับค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา ซึ่งถ้าเรามีของแบบนี้เยอะๆ จะทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋าเราเร็วยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าห้ามมี แต่ควรมีในระดับที่ควบคุมได้และควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อทรัพย์สินบ้าง

บ้าน คือหนี้สินหรือทรัพย์สิน

ถ้าเอาตามนิยามเลย บ้านที่เราอยู่จะจัดอยู่ในหมวดหนี้สินทันที เพราะเราต้องผ่อนธนาคาร ต้องเสียภาษีโรงเรือน ค่าบำรุงรักษา แต่บ้านก็เป็น 1 ในปัจจัย 4 ซึ่งคนอยากมีบ้านก็ไม่ผิด แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ค่าผ่อนต้องไม่กระทบกับสภาพคล่อง แบบนั้นก็ถือเป็นหนี้สินที่สามารถมีได้เพราะมีแล้วเราไม่เดือดร้อน

บ้านให้เช่าจะอยู่ในหมวดทรัพย์สิน ในกรณีที่ค่าเช่ามากกว่าเงินผ่อนธนาคาร เพราะทำให้เงินในกระเป๋าเรามากขึ้น แต่ถ้าค่าเช่าน้อยกว่าเงินผ่อนธนาคารล่ะก็ อัญเชิญไปอยู่ช่องหนี้สินได้ทันทีเลย อย่าจำอย่างเดียวต้องเข้าใจด้วยนะครับ

"ทรัพย์สิน" ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจต้องเป็น

"บ้าน-คอนโด"

"ยานพาหนะทุกชนิด"

"เครื่องประดับ (เพชร-ทอง-นาฬิกา)"

"มือถือ-แท็บเล็ต"

"เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน"

"เครื่องดนตรี"

และอีกมากมายที่ดูมีคุณค่าและราคา

ส่วน "หนี้สิน" ก็น่าจะเป็น...

"หนี้ผ่อนบ้าน-คอนโด"

"หนี้ผ่อนรถยนต์-มอเตอร์ไซด์-จักรยาน"

"หนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล"

"หนี้ยืมเงินเพื่อนหรือใครก็ตามที่ให้ท่านเอามาหมุนใช้ก่อน"

ถ้าเข้าใจแบบนี้คุณกำลังมีความเชื่อผิด ๆ อยู่ผมเองก็เพิ่งรู้มาไม่นานนี้เหมือนกัน แต่หลังจากรู้แล้วมันทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

เพราะข้อเท็จจริงคือ "ทรัพย์สิน" = สิ่งที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่มีรายจ่ายเลย

ส่วน "หนี้สิน" = สิ่งที่ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการที่เรา ผ่อนบ้าน, ผ่อนรถ, ผ่อนมือถือ และอีกสารพัดผ่อน

มันคือหนี้สินทั้งหมด !!!

เพราะสิ่งที่เราต้องผ่อนส่งในทุก ๆ เดือนมันคือรายจ่าย

อะไรก็ตามที่มีรายจ่ายเขาไม่เรียก "ทรัพย์สิน" ถ้าผ่อนหมดถึงจะเป็นทรัพย์สินได้

ความน่ากลัวของรายจ่ายจาก "หนี้สิน" คือมันคงที่ อยู่ที่ว่าท่านเป็นหนี้อะไร ถ้า บ้าน-รถ ยาวแน่นอน เพราะรายจ่ายจาก "หนี้สิน" ยังไงก็ต้องจ่าย

ที่โหดร้ายคือมันมี "ดอกเบี้ย" ที่เราไปกู้เขามาและหากวันหนึ่งรายได้ประจำเกิดมีปัญหาขึ้นมา เราประหยัดใช้ได้ แต่เราหยุดไม่จ่ายหนี้ไม่ได้ ผลเสียก็จะตามมาอีกมากมาย

ของบางอย่างอาจเป็นได้ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน

ถ้าเราเข้าใจนิยามแล้วเราจะมาลองดูกันดีกว่าว่า สิ่งของแบบไหนจัดอยู่ในหมวดไหนกันบ้าง

รถยนต์

เป็นหนี้สิน ถ้าคุณซื้อมาใช้งานทั่วไป เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ตามมาพร้อมค่าน้ำมัน ประกัน ค่าบำรุงรักษา แค่ล้อหมุนออกจากโชว์รูมก็กลายเป็นรถมือ 2 แล้ว
เป็นทรัพย์สิน ถ้าคุณซื้อมาแล้วนำไปให้เช่า หรือสร้างรายได้เพิ่ม เช่น ใช้ขับGrab หรือเป็น Sale ที่ต้องขับรถไปหาลูกค้าที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ หรือรถคลาสสิคบางรุ่นที่เป็นที่ต้องการของตลาด

คอมพิวเตอร์

เป็นหนี้สิน ถ้าคุณเอามาดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม แบบนี้ก็จัดในหมวดหนี้สิน

เป็นทรัพย์สิน ถ้าคุณเอามาใช้ให้เกิดรายได้เช่น ทำขายของออนไลน์ รับพิมพ์งาน รับทำกราฟฟิก รับเขียนโปรแกรม

สรุป ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า

หนี้สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า

คนรวยชอบซื้อทรัพย์สิน

ถ้าหากเราอยากที่จะร่ำรวยมากขึ้นก็ควรจะเลือกซื้อทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน แต่อย่างไรก็ตามทรัพย์สินบางอย่างก็ต้องการความรู้ในการจัดการด้วย เช่น กองทุนรวม หุ้น เพราะถ้าซื้อผิด ทรัพย์สินก็อาจจะกลายเป็นหนี้สินได้ และอีกเรื่องคือการมีหนี้สินที่ทำให้เรามีความสุขก็ไม่ได้ผิด เช่น อยากได้โทรศัพท์ใหม่ ทีวีใหม่ แต่มีแล้วต้องไม่กระทบกับการเงินของเรา ไม่เช่นนั้นเราเองนั้นแหละที่ต้องขายทรัพย์สินเพราะเอามาใช้หนี้

การที่มีรายได้มากขึ้น แล้วรีบนำไปผ่อนบ้านหลังที่ใหญ่ขึ้น หรือแยกตัวออกมาอยู่ด้วยการผ่อนคอนโดหรือบ้านของตัวเอง ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นการลงทุนใน ‘ทรัพย์สิน’ เพื่อการอยู่อาศัย กลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เห็นชัดแล้วว่า เเท้จริงเเล้วนั่นคือ ‘หนี้สิน’ สิ่งที่เราควรทำคือ นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในทรัพย์สินจริงๆ หรือการถือครองอะไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดรายได้ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อมีกำลังซื้อมากพอแล้ว จึงค่อยขยับขยายออกไปซื้อ (ไม่ใช่ผ่อน) บ้านหลังใหม่ และอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป